แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มาตรา 9 กับพื้นที่น้ำจืด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มาตรา 9 กับพื้นที่น้ำจืด แสดงบทความทั้งหมด

3/4/60

มาตรา 9 ตาม พรบ.ส่งเสริมและรักษาสวล. 2535 ตอนที่ 4


03-04-2017

สวัสดีครับ  เพื่อนๆชาวนากุ้งทุกท่าน

                วันนี้ก็ยังคุยกันต่อเรื่องมาตรา 9 นะครับ ไม่น่าเชื่อว่าจะกลายเป็นหนังซี่รี่ส์ได้ ผมจะค่อยๆลำดับเหตุการณ์อย่างช้าๆ ไปด้วยกัน วันนี้ผมขอยกทั้งหมดมาจาก Facebook กุ้งไทย "นสพ.กุ้งไทย" จากการประชุม สัมมนาเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “แนวทางแก้ปัญหาการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด” เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2558 ที่ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ มานำเสนอนะครับ

ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และ สถานที่ในร่ม




























มีเนื้อหาพอสรุปได้ดังนี้

             เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2558 ณ ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรมประมง ได้จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด” เพื่อรับฟังความคิดเห็นรวมไปถึงจัดทำแนวทางในการปฏิบัติงานเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งสร้างความเข้าใจร่วมกันระหว่างเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งขาว เกษตรกรผู้เพาะปลูกในบริเวณใกล้เคียงฟาร์มเลี้ยงกุ้ง ในงานมีทั้งนักวิชาการจากสถาบันการศึกษา สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เกษตรกร ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรด้านการเพาะปลูก กรมประมง และผู้เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมกว่า 300 คน โดยกรมประมงคาดหวังปัญหาประเด็นมาตรา 9 จะคลี่คลายหาทางออก ให้กับทุกฝ่ายได้โดยเร็ว

                     ดร.จุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากกรณีที่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งได้รับผลกระทบจากคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 6/2553 เรื่อง มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และผู้ว่าราชการจังหวัด มีอำนาจออกคำสั่งตามมาตรา 9 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 เพื่อระงับการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืดในเขตกรุงเทพมหานคร และในเขตท้องที่จังหวัดนั้น โดยคณะรัฐมนตรี มีมติเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2553 และวันที่ 14 มีนาคม 2554 มอบหมายให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง กรมพัฒนาที่ดิน และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เร่งดำเนินการศึกษาจัดทำแผนแม่บทในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศที่คำนึงถึงศักยภาพของพื้นที่ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การกำหนดเขตพื้นที่น้ำจืดใหม่ และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบและมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากแนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด เพื่อให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว อีกทั้งเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งขาวในเขตพื้นที่น้ำจืด ได้มีหนังสือถึงหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติให้พิจารณาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากกรณีดังกล่าว เพราะขณะนี้จากข้อมูลในเบื้องต้นมีจำนวนเกษตรกร จำนวน 6,381 ราย และพื้นที่เลี้ยงที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ จำนวน 91,626 ไร่

                          ทั้งนี้ที่ผ่านมา กรมประมงได้ดำเนินการหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว และจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบและการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลทางวิชาการด้านผลกระทบของการใช้ความเค็มต่อสิ่งแวดล้อมมาสนับสนุนอย่างชัดเจน จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการระงับการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด อีกทั้ง การจะใช้เกณฑ์พื้นที่น้ำจืดเดิมที่เคยบังคับใช้กับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำมาใช้ในกรณีนี้จึงสร้างความไม่เป็นธรรมกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง ทำให้เกิดปัญหาทางการปกครองตามมา และที่สำคัญการประกาศระงับใช้ความเค็มฯ จะส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจในภาพรวมของอุตสาหกรรมกุ้งไทย ไม่ต่ำกว่า 14,000 ล้านบาท/ปี ทั้งในเรื่องของการขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมการแปรรูป และไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคภายในประเทศ ซึ่งอาจทำให้ราคากุ้งที่จำหน่ายมีราคาแพงขึ้นด้วย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความรอบคอบในการจัดทำมาตรการเยียวยา จึงต้องรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อให้เกิดการตกผลึกในประเด็นดังกล่าวนี้

                            ด้วยเหตุนี้เอง นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้สั่งการให้กรมประมงเร่งหาทางยุติปัญหานี้โดยด่วน ดังนั้น จึงได้จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “แนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด” ขึ้น เพื่อให้การแก้ไขปัญหาดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยภายในงานมีการ “อภิปรายผลการศึกษาผลกระทบจากการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด” จากอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ฯลฯ และไฮไลท์สำคัญ คือ การอภิปรายแนวทางการแก้ไขปัญหาการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด จากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมประมง และเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรด้านการเพาะปลูก รวมถึงการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด


กรมประมง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ จะสามารถหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด สามารถยุติปัญหาความขัดแย้ง และสร้างความเข้าใจอันดีและเป็นไปในทิศทางเดียวกันระหว่างเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งขาวและเกษตรกร ผู้เพาะปลูกในบริเวณใกล้เคียงฟาร์มเลี้ยงกุ้งในพื้นที่น้ำจืด



Cr. Facebook กุ้งไทย "นสพ.กุ้งไทย"

ส่วนข้อสรุปหลังจากนี้เป็นยังไง จะติดตามมาให้รับทราบกันต่อไปครับ









2/4/60

มาตรา 9 ตาม พรบ.ส่งเสริมและรักษาสวล. 2535 ตอนที่ 3

02-04-2017

สวัสดีครับ เพื่อนๆชาวนากุ้งทุกท่าน

                 วันนี้ผมยังจะพูดถึงมาตรา 9 กันต่อนะครับ จาก 2 ตอนที่ผ่านมาหลายท่านคงจะมองเห็นภาพนะครับว่าตอนนี้ ด้วยคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2541 นั้นได้ทำพิษกับพี่-น้องชาวนากุ้งกันอย่างไร มันไปถึงจุดที่เราไม่สามารถอ้างหรือโต้แย้งคำสั่งทางปกครองต่อศาลรัฐธรรมนูญได้อีกแล้วนั้น เพราะได้มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญ ให้ยกคำร้องไปแล้วนั่นเองครับ

                  คราวนี้มาดูว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าพื้นที่ที่เราเลี้ยงกุ้งนั้นอยู่ในพื้นที่ประกาศเป็นเขตน้ำจืดที่ห้ามใช้น้ำเค็มในการเลี้ยงกุ้งหรือไม่ ก็ให้เราเข้าไปที่  ราชกิจจานุเบกษา โดยค้นหาคำว่า “กำหนดมาตรการเพื่อรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” เว้นวรรค “พิมพ์ชื่อจังหวัด” เราก็จะเจอข้อมูลของจังหวัดนั้นๆ แล้วทำการคลิ้กเข้าไปดูก็จะมีรายละเอียดของประกาศอยู่ว่าพื้นที่ในตำบลใด อำเภอใดบ้างที่ห้ามใช้น้ำเค็มในการเลี้ยงกุ้งหรือปลาบ้าง ลองทดสอบดูนะครับ

อันนี้เป็นตัวอย่างคำสั่งของจังหวัดพังงา ซึ่งเป็นจังหวัดที่อยู่ติดทะเลแต่มีบางส่วนคือบางตำบลหรือบางอำเภอที่ไม่ติดทะเลก็มีคำสั่งนี้ออกมาเช่นกันครับ
และจาการที่กุ้งกุลาดำได้มีปัญหาเรื่องโรคอย่างหนักจนมาในปี 2548 เป็นต้นมาเราก็ได้ปรับเปลี่ยนกุ้งดำมาเป็นกุ้งขาว คำสั่งเดิมที่ใช้อยู่นั้นระบุว่าห้ามเลี้ยงกุ้งกุลาดำ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นกุ้งขาวแวนาไม ทำให้คำสั่งนี้มาบังคับใช้ไม่ได้ จึงมีประกาศคำสั่งนายกรัฐมนตรีฉบับใหม่ออกมาแทนคำสั่งที่ 2/2541 นั่นคือ คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 6/2553 ลงวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ.2553 มีใจความว่า ให้ปรับปรุงข้อความในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 จาก "เพื่อระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืด" เป็น "เพื่อระงับการใช้ความเค็มในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่น้ำจืด" ทั้งนี้ ในการสั่งระงับนั้น หากกำลังอยู่ในระหว่างช่วงการเพาะเลี้ยง ให้ดำเนินการได้ในแต่ละช่วงและจับสัตว์น้ำให้แล้วเสร็จภายใน 120 วัน ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ ทั้งนี้ ยกเว้นการเลี้ยงสัตว์น้ำในโรงเพาะฟักสัตว์น้ำ บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำของทางราชการ และสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่มีอยู่แล้วในปัจจุบัน โดยไม่มีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้น และจัดให้มีระบบการบำบัดและควบคุมการปล่อยน้ำทิ้ง ตลอดจนมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อมิให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและพื้นที่ใกล้เคียงด้วย

โดยออกแนวทางปฏิบัติดังนี้
วันนี้ขอจบตอนที่ 3ไว้แค่นี้ก่อนนะครับ แล้วพบกันตอนต่อไปยังไม่จบนะครับมาตรา 9 นี่หนังซีรี่ส์เลยทีเดียวครับ








1/4/60

มาตรา 9 ตาม พรบ.ส่งเสริมและรักษาสวล. 2535 ตอนที่ 2


01-04-2017

สวัสดีครับ เพื่อนๆชาวนากุ้งทุกท่าน
     
                วันนี้เรามาพูดกันต่อถึงเรื่องมาตรา 9 นะครับ ตอนที่แล้วผมพูดถึงเนื้อหาของมาตรา 9 และรวมถึงคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกรฎาคม 2541 ไปแล้ว วันนี้จะมาลำดับเหตุการณ์ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ นั่นคือได้มีเพื่อนของเราโดน จนท. จับไปและส่งฟ้องศาล ซึ่งระหว่างนั้นก็มีการฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเพื่อคุ้มครองชั่วคราว และเห็นแย้งว่าคำสั่งทางการปกครองที่ผวจ. ออกตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามรูปด้านล่างนะครับ












                  ผู้เลี้ยงกุ้งที่โดนจับในจังหวัดพระนครศรีอยุทธยาได้ยื่นคำร้องโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 และคำสั่งจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ 1649/2541 ลงวันที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2541 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 9 อันเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 มาตรา 50 และ มาตรา 60 และใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6

                เช่นเดียวกับผู้เลี้ยงกุ้งที่โดนจับในจังหวัดสุพรรณบุรีก็ได้ยื่นคำร้องโต้แย้งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า คำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2541 และคำสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ที่ 1/2541 ลงวันที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2541 ซึ่งออกตามความในพระราชบัญญัติ ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 9 อันเป็นบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับแก่คดี ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 มาตรา 50 และ มาตรา 60 และใช้บังคับมิได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6

ผลสรุปออกมาว่า ศาลรัฐธรรมนูญ วินิฉัยให้ยกคำร้องทั้งสองจังหวัด ลงวันที่ 4 เมษายน 2543 ตามคำวินิจฉัยที่  14-15/2543 และ 16-19/2543

หากจะเข้าไปอ่านรายละเอียด เข้าไปติดตามได้ในลิงค์ข้างล่างครับ

http://elib.coj.go.th/Ebook/data/concourt/2543-14-15.pdf

http://elib.coj.go.th/Ebook/data/concourt/2543-16-19.pdf


นอกจากนี้ยังมีกรณีที่โดนจับแแล้วถูกสั่งฟ้องจนสุดท้ายศาลฎีกาได้ตัดสินเรียบร้อยแล้วในกรณีนี้





















เป็นอันสรุปว่าศาลฏีกา พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ คือ

               ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 มาตรา 9, 98 วรรคหนึ่ง จำคุก 9 เดือน และปรับ 60,000 บาท คำรับสารภาพของจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 6 เดือน และปรับ 40,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน เห็นสมควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี อาศัยอำนาจตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 คำขออื่นให้ยก








31/3/60

มาตรา 9 ตาม พรบ.ส่งเสริมและรักษาสวล. 2535 ตอนที่ 1

31-03-2017

สวัสดีครับ เพื่อนๆชาวนากุ้งทุกท่าน

           วันนี้เริ่มแรกผมตั้งใจว่าจะเขียนเรื่อง ดินกรดเพราะเข้าไปในหน้า Facebook เจอปัญหานี้กันหลายท่านอยู่ แต่เมื่อครู่เข้าเฟสอีกรอบ ม.9 ในพื้นที่น้ำจืดเป็นประเด็นที่ฮอตมากๆและใกล้ตัวจนอาจจะทำให้พี่น้องชาวนากุ้งของเราสิ้นเนื้อประดาตัวได้เลย ถูกจับกุม ฟ้องร้อง ติดคุกโดยไม่รอลงอาญา โดนริบทรัพย์สินเครื่องมือทำมาหากินและอาจจะต้องชดใช้เพื่อการปรับปรุงคุณภาพสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วย คราวนี้เรามาดูไล่เรียงกันไปนะครับ มาตรา 9 คืออะไร


นี่คือข้อความเดิมๆของมาตรา 9 นะครับ


จากพรบ.นี้ นำไปสู่ประกาศ คำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2541 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2541 เรื่อง "มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อระงับการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำระบบความเค็มต่ำในพื้นที่น้ำจืดภายในเขตจังหวัด"


จากประกาศคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2541 นี้ทำให้มีเพื่อนๆชาวนากุ้ง ในพื้นที่น้ำจืดหลายรายถูกจับกุมและฟ้องร้องต่อศาลจนมีคำพิพากษาออกมาแล้วก็มีซึ่งผมจะพูดในตอนต่อๆไปครับ